*เอ็นทรีนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการโรงเรียนลูกบาศก์

ตัวละครที่กล่าวถึง: เมย์, พี่พุด, วายุ, อินทรี, ครูไม
Edit* ปรับแก้การจัดหน้าเพื่อให้ง่ายต่อการอ่าน สำหรับส่วนที่แก้ไขตามคำติติงจะ 'ไฮไลท์ด้วยสีเหลือง' ค่ะ :)
X – X – X – X – X – X – X - X
วันศุกร์ที่ 19 มีนาคม 2553
...เวลาแปดนาฬิกาตรง...
“ร้อน!”
เสียงบ่นงุบงิบดังไล่มาหลังจากที่ร่างเพรียวบางก้าวลงมาจากรถยนต์ BMW สีบรอนซ์เงินซึ่งเพิ่งจอดได้หมาดๆ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่โตกลอกมองพิจารณาสภาพโดยรอบวูบหนึ่ง ก่อนจะสำลักลมเบาๆ
“โรงเรียนอะไรกันเนี่ย อยู่ก็ไกล ถ้าเมย์ต้องเดินทางอย่างนี้ทุกวันก็ไม่ไหวหรอกนะคะ!”
อลิสาร่ายต่อยาวเป็นชุด ขณะหันไปพยักเพยิดเป็นเชิงขอความเห็นจากคุณพ่อ ภาคิน มานะวานิช ที่วันนี้อุตส่าห์ยกเลิกการตีกอล์ฟกับก๊วนเพื่อนสุดเลิฟเพื่อมาส่งลูกสาวสอบ สัมภาษณ์ที่โรงเรียนมัธยมปลายแห่งใหม่
“เล็กก็เล็ก แถมอากาศยังร้อนอีก ถ้าหน้าเมย์ฝ้าขึ้นใครจะรับผิดชอบเนี่ย!”
ไม่พูดเปล่า เธอยังหันไปคว้าหมวกปีกกว้างมาสวมบนหัวตามคำบ่นอีกต่างหาก หมวกสีดำใบนั้นมีขนาดใหญ่พอจะสร้างเงาบังแดดยาวลงมาถึงคอของเธอเลยทีเดียว
เจออาการกลัวแดดจนเว่อร์สุดขีดของลูกสาวแล้ว ภาคินก็ได้แต่ลอบหัวเราะพรืด
“แล้ว ใจคอจะใส่หมวกแบบนั้นเข้าไปในโรงเรียนจริงๆ เหรอ? คนเขาได้ตกใจจนเปิดหนีเราไปหมดพอดี พ่อว่าวันนี้แดดก็ไม่ได้แรงเท่าไหร่หรอกนะ ส่วนอากาศมันก็ร้อนเป็นปกติเหมือนทุกวันนั่นแหละ”
คำกล่าวสบายๆ นั้นเรียกให้อลิสาหันมาทำหน้ายู่ใส่
“คุณพ่ออ่ะ จะหาว่าเมย์เว่อร์อีกแล้วใช่มั้ยคะ?” เธอว่า ก่อนจะใช้มือสองข้างจับหมวกปีกกว้างบิดไปบิดมาอย่างเสียไม่ได้
" ก็เมย์ไม่ชินกับแดดแรงๆ นี่คะ ที่โรงเรียนเก่าเมย์ก็อยู่แต่ในตึก และไม่ใช่เพราะเมย์ดูแลใส่ใจตัวเองเสียจนดี(เว่อร์)แบบนี้เหรอ ลูกสาวคุณพ่อถึงได้สวย ไปไหนใครก็ชมเปาะ!” พูดเสร็จก็ฉีกยิ้มมั่นใจมาให้เสียอีก
คนเป็นพ่อไม่ต่อคำ เขาแค่หัวเราะแล้วคว้าอะไรบางอย่างออกมาจากลิ้นชักหน้ารถ อีกสิบวินาทีต่อมา รู้สึกตัวอีกทีหมวกสีดำใบโตของอลิสาก็ถูกดึงออก แล้วถูกแทนที่ด้วยอะไรสักอย่างที่ภาคินสวมให้
“ถ้า กลัวจะร้อนนักใส่แค่หมวกแก๊ปนี่ก็พอแล้ว มาสัมภาษณ์นะ ไม่ได้มาถ่ายแบบ ให้ความเคารพสถานที่บ้าง อ้อ...แล้วไอ้แว่นกันแดดในกระเป๋านั่นก็ไม่ต้องเอาไปด้วยเลยนะ”
คนโดนรู้ทันมุ่ยหน้าทันที ก่อนจะค่อยๆ หยิบกล่องใส่แว่นกันแดดส่งให้อย่างเสียไม่ได้
“เมย์ก็แค่จะใส่ไปจนถึงอาคารหลังโน้นเท่านั้นแหละค่ะ แว่นนี่ก็หยิบมาเผื่อเฉยๆ รู้หรอกน่าว่ามันไม่น่ารัก” เธอกล่าวอ้อมแอ้ม พลางคิดในใจว่าดีนะที่เธอโปะครีมกันแดดตัวใหม่ที่เพิ่งซื้อมาเสียเยอะ มิฉะนั้นคงไม่ยอมถอดใจปลดหมวกนี่ออกง่ายๆ หรอก
แน่นอน ถึงอลิสาจะเอาแต่ใจตัวเอง แต่เธอก็รู้ดีว่าอะไรควรและไม่ควรทำ
ถ้าจะว่ากันตามตรง สาเหตุที่เธอบ่นนักหนาก็เพราะตัวเธอไม่ได้อยากจะเข้าเรียนที่นี่เท่าไหร่ ตอนแรกเธอคิดจะไปต่อมัธยมปลายที่อื่นเสียด้วยซ้ำ ถ้าไม่ติดว่าวันสอบเธอเกิดป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ขึ้นมาเสียกลางคัน
พอรู้สึกตัวอีกที ที่อื่นก็ปิดรับสมัครไปจนเกือบหมดแล้ว
ครั้นจะใช้เส้นสาย อลิสาก็ไม่ค่อยชอบนัก เธออยากใช้ความสามารถของตัวเองเข้าสู้ในสนามแข่งขันมากกว่า ซึ่งก็ไม่รู้หรอกนะว่าโรงเรียนไกลปืนเที่ยงแบบนี้จะมีนักเรียนสักกี่คนให้ เธอประชันฝีมือกัน...
ทีแรกเธอก็คิดจะไปเรียนต่อที่อเมริกา แต่ดูท่าคุณพ่อคุณแม่ของเธอจะไม่ชอบใจนักหากลูกคนเดียวต้องไปไกลหูไกลตา พอเพื่อนสนิทของคุณพ่อแนะนำโรงเรียนลูกบาศก์ให้ฟัง พวกเขาถึงสนใจมาก อลิสาได้ยินมาว่าที่นั่นโรงเรียนเล็กๆ บรรยากาศร่มรื่นน่าอยู่ สังคมน่ารัก แม้จะมีขนาดไม่ใหญ่มากและมีนักเรียนแค่สองรุ่นก็ตาม
ด้วยเพราะเกรงใจและถูกคะยั้นคะยอ เธอจึงยอมลงสมัครสอบอย่างช่วยไม่ได้
เอาเถอะ...ไหนๆ ก็มาแล้ว ลองดูสักนิดแล้วกัน จะได้รู้ไปว่าที่นี่จะดีสมคำอวดจริงรึเปล่า
“งั้นเมย์เข้าไปในโรงเรียนก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ”
อลิสายกมือไหว้บุพการีอย่างนอบน้อม แล้วจึงหมุนตัวเดินตรงเข้าไปยังอาคารเรียนโดยมีภาคินมองตามไปอย่างเอ็นดูด้วยรอยยิ้มร่าเริง
X – X – X – X – X – X – X - X
เวลาแปดนาฬิกา สิบห้านาที ใต้อาคารธุรการ
“สอบสัมภาษณ์อะไรเนี่ยพิลึกชะมัด” อลิสากล่าวลอยๆ เมื่อสองขาพาเธอเดินมาถึงอาคารหลังที่อยู่ใกล้ที่สุด หลังจากเธอรับซองเอกสาร และอ่านรายละเอียดการสัมภาษณ์จนเข้าใจอีกรอบแล้ว
“เคยเห็นแต่มีคนมาสัมภาษณ์ ไม่ยักกะเคยเห็นว่าต้องไปสัมภาษณ์ใครเข้าเรียน ทดสอบสังคมอะไรไม่รู้ แปลกจริงเชียว”
ใบหน้าสวยหันซ้ายหันขวาไปโดยรอบเพื่อหาใครสักคน ในที่สุดดวงตาสีน้ำตาลอ่อนก็ไปสะดุดกับร่างสูงๆ ของใครคนหนึ่งเข้า
ผู้ชายวัยยี่สิบปลายๆ อยู่ในชุดเสื้อเชิ้ต ผูกไทค์ ดูเรียบร้อย พร้อมกับกล้องถ่ายรูปแบบมืออาชีพ หลังจากนั้นไม่นานเขาก็สังเกตเห็นเธอ ชายคนนั้นฉีกยิ้มอย่างเป็นมิตรมาให้ขณะสาวเท้าเดินมาหา
“สวัสดีครับ”
อลิสายกมือไหว้คนตรงหน้าอย่างรวดเร็ว
“สวัสดีค่ะ ชื่ออลิสาค่ะ เป็นนักเรียนมาสอบสัมภาษณ์ ไม่ทราบว่าเป็นอาจารย์รึเปล่าคะ” เธอเอ่ยถามฉะฉาน ทว่าคนตรงหน้ากลับส่ายหน้าปฏิเสธช้าๆ
“พี่ชื่อพุด เป็นช่างกล้องของโรงเรียนนี้ครับผม”
ช่างกล้อง?? ก็บุคลากรพิเศษน่ะสิ! โชคดีชะมัดเลย ยัยเมย์ เดินไม่กี่ก้าวก็เจอเลย ประหยัดเวลาจริง
เด็กสาวระบายรอยยิ้มพอใจทันที
“งั้นพี่ว่างอยู่มั้ยคะ? เมย์ขอรบกวนสัมภาษณ์พี่หน่อยสิคะ”
“ได้เลยครับ สาวน้อยคนสวย” ช่างกล้องว่าพลางฉีกยิ้มหวานมาให้ แต่ดูจากท่าทีสบายๆ นั้นแล้ว อลิสาเห็นว่าคงจะเป็นการหยอกเล่นเสียมากกว่าจะจริงจัง
หลังจากที่ทั้งคู่เดินมาหยุดที่ม้านั่งใต้อาคารตัวหนึ่ง เด็กสาวก็รีบหยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาจด โดยไม่ลืมเหลือบสายตามองนาฬิกาข้อมือของตัวเอง
เวลาแปดนาฬิกา ยี่สิบเอ็ดนาที เริ่มสัมภาษณ์บุคลากรพิเศษ - ช่างกล้อง
“ขอรบกวนทราบชื่อพี่นิดนึงค่ะ”
“พี่ชื่อปพนสรรค์ นารยวงศ์ครับ”
“ที่ว่าพี่เป็นช่างกล้องนี่คือรับงานถ่ายรูปของโรงเรียนเหรอคะ? ประเภทไหนบ้างคะเนี่ย?” อลิสาเริ่มถามเปิดประเด็น
“ก็ งานทั่วไปนั่นแหละครับ ทั้งรูปถ่ายนักเรียนหน้าตรง ทั้งอัลบั้มสั่งทำ หนังสือรุ่นอะไรจิปาถะน่ะ บ้างก็มีถ่ายรูปกิจกรรมของโรงเรียนบ้างเหมือนกันนะ ทำสื่อประชาสัมพันธ์อะไรทำนองนั้นครับ”
“อ๋อ เหมือนอาจารย์ชมรมโสตฯ ที่โรงเรียนเก่าของเมย์เลย งานดูท่าจะหนักนะคะ ต้องจัดเก็บไฟล์อะไรไม่รู้ดูวุ่นวายจัง”
ปพนสรรค์พยักหน้ารับยิ้มๆ
“ความ จริงมันก็ไม่ได้หนักขนาดนั้นหรอก เพราะโรงเรียนนี้ค่อนข้างเล็ก ไฟล์ที่ต้องจัดระเบียบเลยมีไม่มาก งานข้างนอกที่พี่รับทำยุ่งกว่าเยอะครับ”
อลิสาหยุดจรดปากกาแล้วเงยหน้าขึ้นมองเล็กน้อย
“งานข้างนอกเป็นงานแบบไหนเหรอคะ?”
“ก็งานถ่ายภาพแฟชั่น ถ่ายภาพสตูดิโอนั่นแหละ ถ้าน้องเมย์สนใจก็มาถ่ายรูปได้นะครับ เดี๋ยวพี่ลดให้พิเศษเลย” พูดเสร็จก็ขยิบตามาให้ทีหนึ่ง เรียกเสียงหัวเราะจากเธอเบาๆ
“ถ้า สนใจจะไปใช้บริการนะคะ เมย์เองก็ชอบถ่ายรูปเหมือนกัน ยิ่งเรื่องเป็นนางแบบยิ่งชอบค่ะ แต่ราคาห้ามแพงจริงๆ นะคะพี่ งบเมย์จำกัดอยู่ ต้องเก็บตังค์ไปซื้อสกินแคร์” อลิสาตอบด้วยสีหน้าจริงจัง คำกล่าวนั้นทำให้คนกำลังนั่งสบายๆ ชันตัวขึ้นมาใกล้อย่างสนใจ
“สกินแคร์ตัวไหนครับเนี่ย?” น้ำเสียงที่ถามฟังดูกระตือรือร้นเป็นพิเศษ
“ก็พวกบำรุงหน้านั่นแหละค่ะ ได้ยินว่าของยี่ห้อ ### ดีมากเลย ว่าจะลองไปซื้อมาใช้ดู แต่ก็แพ้งแพง ยังคิดหนักอยู่เลยว่าจะซื้อดีมั้ย” พอถามเข้าประเด็นที่เธอโปรด อลิสาก็สาธยายไปเรื่อย
“เอ๊ย ตัวนั้นพี่คอนเฟิร์ม ดีจริงๆ พี่ก็ใช้อยู่”
ดวงตาสีน้ำตาลเบิกกว้างขึ้นมาทันที
“จริงเหรอคะ?”
ช่างกล้องพยักหน้าหงึกหงัก
“ตอน แรกยี่ห้อนั้นไม่ได้เป็นเครื่องสำอางทั่วไปหรอกนะครับ พี่ได้ยินมาว่ามันเป็นเหมือนพวกเวชภัณฑ์ที่หมอหน้าตามคลีนิกเขาใช้รักษา มากกว่า แต่ตอนนี้เริ่มออกมาวางขายบ้างแล้ว ใช้แล้วหน้าเนียนจริงๆ สิวไม่ผุดสักเม็ด”
“โห! เป็นงั้นจริงเมย์ยอมงดไม่ซื้อเสื้อผ้าสองอาทิตย์เลย แต่จะว่าไปหน้าพี่ก็กิ๊งจริงๆ นะ ใช้ครีมตัวนี้มานานแค่ไหนแล้วคะเนี่ย?”
“ก็ใช้มาได้สองสามเดือนแล้วนะครับ ประมาณว่า...”
........
.....
...
.
หลังจากผ่านไปได้สิบกว่านาที การสนทนาประสาพลพรรคประทินผิวก็สิ้นสุดลง
“ขอบคุณพี่พุดมากๆ เลยนะคะสำหรับเรื่องสัมภาษณ์ แล้วก็เรื่องคำแนะนำด้วย” อลิสากล่าวพลางยิ้มตาหยี ระหว่างผุดตัวลุกขึ้นยืน
“ไม่ เป็นไรหรอก น้องเมย์ พี่ก็ขอบใจเหมือนกันเรื่องครีมกันแดด กำลังคิดจะเปลี่ยนยี่ห้ออยู่พอดีเลย เดี๋ยวนี้แดดจัดมากเลยครับ ทำงานกลางแจ้งนานๆ ตัวดำหมดพอดี”
“ใช่ค่ะพี่ เมย์เองก็ต้องระวังตัวเรื่องนี้เหมือนกัน ตายละ ป่านนี้แล้วเหรอเนี่ย งั้นเมย์ขอตัวก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ” เธอยกมือไหว้อย่างสุภาพ ก่อนจะเดินจากไปจากจุดเดิม
การสัมภาษณ์ครั้งแรกจบลงเมื่อเวลาแปดนาฬิกา สี่สิบสองนาที
อย่างน้อยอลิสาก็รู้สึกดีที่ในโรงเรียนนี้มีคนให้เธอปรึกษาเรื่องความสวยความงามได้บ้างแล้ว
X – X – X – X – X – X – X - X
ร่างบางเดินตรงเข้าด้านในด้วยฝีเท้าเร่งรีบเป็นระยะเวลาพอสมควร จนในที่สุดก็ไปหยุดอยู่บริเวณสระว่ายน้ำของโรงเรียน
“ไม่ยักรู้ว่าโรงเรียนเล็กๆ แบบนี้จะมีสระว่ายน้ำด้วย ขนาดมาตรฐานเสียด้วยแฮะ” เธอกล่าวลอยๆ อย่างแปลกใจ ใบหน้าสวยเหลียวมองไปรอบด้านอย่างตื่นเต้น และแล้วตอนนั้นดวงตาสีน้ำตาลคู่โตก็ไปสะดุดกับสิ่งหนึ่งเข้า
เรด้าร์พบคนหล่อมาก ณ ตำแหน่งสามนาฬิกา!
อลิสารีบคว้ากระเป๋าถือเพื่อหยิบตลับแป้งมาตรวจดูความเรียบร้อยของตัวเอง ทันที แม้เธอจะมั่นใจในความสวยของตัวเองไม่น้อย แต่กับคนหน้าตาดีเหมือนกัน เจ้าหล่อนคงต้องสำรวจเพื่อยืนยันอีกสักหนสองหนแหละน่า!
พอแน่ใจว่าแป้งที่โบ๊ะมาแบบนางเอกเกาหลียังชิดซ้ายยังคงความเนียนไว้อย่าง ดีแล้ว เธอก็รีบระบายรอยยิ้มหวานขณะเดินเข้าไปหาเป้าหมายโดยเร็ว
ร่างสูงที่นั่งอยู่ไกลๆ ริมสระน้ำเป็นนักเรียนชายในชุดเสื้อเชิ้ตแขนสั้นที่มีเข็มกลัดตราโรงเรียน ติดเอาไว้ที่อกข้างซ้าย ใบหน้าคมเข้มเรียบสนิทเพราะจดจ่ออยู่กับหนังสือเล่มหนาในมือ
อลิสาสาวเท้าเดินเข้าไปหาได้พอประมาณ ก็เอ่ยทักร่าเริง
“สวัสดีค่ะ นักเรียนโรงเรียนลูกบาศก์รึเปล่าคะ?” เสียงใสถามด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม แม้ไม่ได้ถึงกับเชิญชวน แต่ก็ไม่ได้ดูใสซื่อบริสุทธิ์เช่นกัน
นัยน์ตาสีฟ้าอมเทาเลื่อนจากหนังสือขึ้นมาสบตาเธอครู่หนึ่ง ชายคนนั้นนิ่งไปนานคล้ายลอบพิจารณาในใจ ใบหน้าเกลี้ยงเกลาไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าเลยสักนิด ขณะพยักหน้ารับเบาๆ
“พอดีเลย! ชื่ออลิสาค่ะ เรียกว่าเมย์ก็ได้ สมัครเข้าเรียนที่นี่น่ะค่ะ รบกวนขอสัมภาษณ์หน่อยได้มั้ยคะ”
ว่าเสร็จเธอก็เหลือบมองนาฬิกา เก้าโมงกับอีกยี่สิบห้านาที เจอคนที่สอง...บางทีงานนี้อาจจะเสร็จเร็วกว่าที่เธอคิดก็ได้
เด็กสาวได้ยินเสียงถอนหายใจดังมาเฮือกหนึ่ง ก่อนคำกล่าวต่อไปจะลอยเข้าหู
“ได้สิ” ชายคนตรงข้ามตอบไม่มองหน้า เพราะกลับไปให้ความสนใจหนังสือเล่มหนาที่เขียนปกว่า "World Economics” ในมือแทนเสียแล้ว
อาการเมินหน้าตาเฉยนั่นทำเอาคนมั่นใจในความสวยของตัวเองถึงกับหน้ากระตุกนิดๆ ความปลื้มที่เคยมีก่อนหน้าลดฮวบไปกว่าครึ่ง
“ถ้ายังไงขอทราบชื่อกับระดับชั้นหน่อยจะได้มั้ยคะ” เธอปั้นหน้ายิ้มถามต่อ ซึ่งอีกฝ่ายก็ตอบกลับมารัวเร็ว
“วายุ หิรัญพฤกษ์ชัยมาตย์ กำลังจะขึ้นชั้นม.6”
“ห...แหม นามสกุลอลังการดีนะคะ เมย์สะกดถูกมั้ยคะเนี่ย” อลิสากล่าวกลั้วหัวเราะเบาๆ พลางยื่นกระดาษในมือให้ดู ซึ่งวายุก็ชะโงกไปมองผาดๆ แล้วจึงติงเธอกลับมาว่าเขียนตัวการันต์ผิดเกือบหมด
ราวหนึ่งนาทีผ่านไปกว่าเธอจะเขียนนามสกุลคนตรงหน้าได้ถูกต้อง
แม้จะพยายามซักไซ้ไล่เลี่ยประวัติ สายการเรียนและงานอดิเรกเล็กน้อยทำให้พอรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นคุณชายพอสมควร เล่นทั้งไวโอลินและเปียโน แถมยังเก่งสารพัดภาษาเสียอีก
ที่จริงเธอก็อยากจะสร้างความสนิทสนมกับคนหน้าตาดีแบบนี้บ้างหรอกนะ ทว่าฝ่ายตรงข้ามก็ยังรักษาการ "ถามคำตอบคำ” ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น แม้จะสุภาพแต่บรรยากาศอึมครึมก็เริ่มปรากฏขึ้นกลายๆ ชนิดที่คนมั่นในว่าตัวเองดูดีอย่างเธอยังลอบนึกหงุดหงิดใจเล็กๆ
หนอย...ถือว่าหล่อแล้วหยิ่งได้เรอะ...
กับคนอื่นฉันไม่สนใจหรอก แต่กับคนสวยๆ อย่างฉันเมินนี่มีเคืองกันนะยะ!
“ชอบอ่านหนังสือเหรอคะ? ตำราเศรษฐศาสตร์เสียด้วย ท่าทางเข้าใจยากเนอะ”
แม้ในใจจะสรรเสริญไปแล้วสารพัด แต่อลิสาพยายามชวนคุยอย่างไม่ยอมแพ้
คราวนี้ได้ผล วายุเงยหน้าขึ้นมามองเธอใหม่ได้ในที่สุด
“ถ้ารู้เรื่องก็ไม่ยากสักเท่าไหร่หรอก” เขาตอบปัดๆ
เอ้อ...กว่าจะถามถูกจุด
“เมย์ก็เคยเห็นตำราแบบนี้บ้างหรอกนะคะ คุณแม่เมย์ทำงานแบ้งค์น่ะค่ะ ก็เลยมีของพวกนี้เก็บไว้บ้าง” เธอว่าแล้วขยับยิ้มเล็กๆ "แต่เมย์ก็ยังไม่เคยสนใจจะอ่านจริงๆ จังๆ หรอกนะคะ”
ประโยคต่อมาดังขึ้นพร้อมกับอาการโบกมือพัดเข้าหาตัว สระว่ายน้ำกลางแจ้งนี้แดดค่อนข้างจัดทีเดียวเมื่อถึงเวลาเกือบสิบนาฬิกา อลิสาเหลือบมองดูเวลาตรงข้อมือแล้วจึงรู้ว่าเธอพยายามชวนพ่อคุณชายน้ำแข็ง นี่คุยมาได้กว่าสิบนาทีแล้วเหมือนกัน
วายุไม่ตอบอะไร ดวงตาสีฟ้าอมเทาตวัดมองหน้าเธอสองสามครั้ง ทีแรกอลิสาก็นึกว่าเขาถูกใจหน้าตาเธออยู่หรอก จนกระทั่งสุดท้ายเหมือนเขาจะอดรนทนไม่ได้เอ่ยปากออกมาในที่สุด
“ทำไมต้องใส่หมวกด้วย?” แม้จะฟังราบเรียบ แต่น้ำเสียงที่ถามดูจะติดรำคาญ
“คะ?” เธอย้อน พลางชี้ไปที่หมวกแก๊ปปีกกว้างบนหัวเป็นเชิงถาม
"ก็มันร้อนน่ะสิคะ ถามได้ อากาศบ้านเราแดดแรงจะตาย ขืนไม่ใส่หมวกมาเดินกลางแจ้ง มีหวังกลับบ้านไปเมย์ได้ตัวดำปี๋กันพอดี”
วายุแค่เลิกคิ้วแล้วจึงอ่านหนังสือต่อด้วยสีหน้าเฉยๆ ทว่าอากัปกิริยานั่นดูยียวนสำหรับเธออย่างไรก็ไม่รู้
“ทำหน้าแบบนั้นหมายความว่ายังไงคะ?” น้ำเสียงที่เอ่ยไม่หวานใสเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว เธอกดเสียงเล็กน้อย แสดงความไม่พอใจออกมาชัดเจน
“ก็เปล่า แค่แปลกใจที่มีคนอยู่เมืองไทยแล้วกลัวแดด” เจอคำตอบแบบนั้นเข้าไปเด็กสาวก็อ้าปากค้าง
“แดดมันเรื่องใหญ่นะคะ พี่วายุ! รู้รึเปล่าว่าถ้าตากแดดนานๆ ผิวมันจะแห้งแล้วก็ดำเร็ว นอกจากนี้ยังมีสิทธิ์เป็นมะเร็งผิวหนังด้วยนะคะ!”
“งั้นก็น่าจะเอาร่มมากางซะเลยนะ” วายุพึมพำเบาๆ
แม่เด็กใหม่ตรงหน้านี่นอกจากจะออกอาการสำอางจัดแล้วยังท่าทางจะคุณหนูมาก เสียด้วย ถ้าจะให้ว่าตามตรงเป็นสไตล์ที่เขาไม่ค่อยอยากจะยุ่งด้วยสักเท่าไหร่นักหรอก
ความจริงก็อยากจะทำเฉยๆ อยู่ แต่พอเห็นอาการเว่อร์ๆ นี่แล้ว...มันก็อดเหน็บไม่ได้
“ถ้าไม่ติดว่ามันน่าเกลียดเมย์ก็ว่าจะเอามาอยู่หรอกค่ะ!”
นั่น...หูดีเสียอีกแน่ะ...
“เดี๋ยวนี้ทำอะไรก็ต้องระวังตัวกันทั้งนั้น กว่าจะดูแลผิวให้ดีได้ขนาดนี้เมย์ทุ่มเทไปเยอะนะคะ”
เจ้าหล่อนทำท่าจะบ่นต่อยาว วายุรู้สึกเซ็งจึงถอนหายใจเป็นการตัดบท
“น้องไม่มีอะไรจะถามแล้วใช่มั้ยครับ?” ได้ยินคำกล่าวสุภาพทว่าห้วนกว่าปกติแล้ว อลิสาก็เงยหน้าขึ้นมาสบตาคนหน้าตาดีตรงหน้า ก่อนจะเบ้ปากหงุดหงิด
“ก็คิดว่าคงพอแล้วล่ะค่ะ ขอบคุณมากนะคะที่อุตส่าห์สละเวลาตอบ” เธอแค่นเสียง ทีแรกก็อยากจะถามเยอะกว่านี้อยู่หรอกนะ แต่เย็นชาซะขนาดนี้ ต่อให้หล่อฉันก็ไม่ทนหรอกนะยะ!
วายุแค่พยักหน้าแล้วก็ก้มลงอ่านหนังสือต่อ อลิสาจึงผุดลุกขึ้นยืนเดินสับเท้าจากไปด้วยอารมณ์เสียอย่างร้ายกาจ
โรงเรียนนี้...รุ่นพี่แบบนี้...ไม่ปลื้มย่ะ!
การสัมภาษณ์จบลงเมื่อเวลาเก้านาฬิกา ห้าสิบสองนาที
X – X – X – X – X – X – X - X
หลังจากเดินกระแทกเท้ามาได้สักพัก อลิสาก็เดินมาจนถึงสวนพฤษชาติอันร่มรื่นแห่งหนึ่งในบริเวณโรงเรียน อากาศที่ร้อนอบอ้าวเริ่มคลายลงบ้างเมื่อโดนกิ่งก้านสาขากว้างของต้นไม้ใหญ่ โตบดบังไว้
เด็กสาวคลี่ยิ้มน้อยๆ หลังจากเดินผ่านแสงแดดร้อนจัดเป็นเวลานาน การได้อยู่ใต้เงาไม้และสัมผัสบรรยากาศสดชื่นของธรรมชาติก็สร้างความรู้สึกดี ให้เธอทีละนิด
มือเรียวบางปลดหมวกออกมาศีรษะเพื่อพัดลมเย็นๆ เข้าสู่ใบหน้าที่เริ่มมีเหงื่อชื้นเบาๆ
เฮ้อ...ค่อยหายอารมณ์เสียหน่อย
อลิสาเดินลึกเข้ามาในโรงเรียนได้กว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ยังไม่ได้สัมภาษณ์ใครเพิ่มสักคน ความจริงก็มีเด็กนักเรียนจำนวนไม่น้อยหรอกนะที่ยืนอยู่ตลอดทางผ่าน ทว่าคนส่วนใหญ่พอเห็นหน้าเธอเข้าก็ค่อยๆ เลี่ยงเดินหลบมุมไปเฉยๆ เสียอย่างนั้น
ท่าทางแบบนั้นมันคืออะไรกัน!!?? คนสวยๆ อย่างฉันต้องเดินมาทักทายสิยะ ไม่ใช่หลบตา โรงเรียนนี่มันอะไรกันเนี่ย น่าโมโห!
ความจริงถ้าเธอฉุกคิดสักหน่อย...ก็น่าจะรู้ว่าที่ชาวบ้านเขาหลบมุมก็เพราะ อารมณ์ปรี๊ดที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนทางสีหน้าของคุณเธอนั่นแหละเจ้าค่ะ
ด้วยเหตุนี้ทำให้จนถึงเวลาสิบนาฬิกา สิบแปดนาทีเข้าไปแล้ว เธอยังไม่เจอใครให้เข้าไปคุยด้วยได้เลย แต่ตอนนี้อารมณ์เธอก็เย็นขึ้นมาบ้างแล้ว คงจะหาเป้าหมายรายใหม่ได้ในเร็วๆ นี้....
“โอ๊ะ น้องสาว สวัสดีฮะ มาสอบสัมภาษณ์รึเปล่าเนี่ย”
นั่นไง...เป้าหมายรายต่อไป ว่าแต่เอ...เสียงนี้มันฟังดูขัดหูแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้แฮะ
อลิสาเบือนหน้าไปมองตามคำเรียก แต่แทนที่เธอจะได้พบกับผู้ชาย เธอกลับพบเด็กสาวคนหนึ่งในชุดเครื่องแบบโรงเรียนเซนต์โยเซฟ คอนแวนต์ ผมสีดำถูกถักเป็นเปียเดี่ยวอยู่กลางหลัง ใบหน้าเข้มเกินสาวทั่วไปกำลังส่งรอยยิ้มเป็นมิตรชนิดโชว์ฟันขาวเรียงสวยมา ให้
เอ้อ...ถัดจากพ่อเจ้าชายเย็นชาก็มาเจอสาวทอม...อะไรของโรงเรียนนี้กันเนี่ย
“ใช่ค่ะ ชื่ออลิสาค่ะ สวัสดีนะคะ” เด็กสาวทักทายคนอาวุโสกว่าพอเป็นพิธี แม้ใบหน้าจะเผยยิ้มน้อยๆ แต่ก็ไม่ได้ดูกระตือรือร้นนัก ในหัวเธอตอนนี้คิดแค่ว่าอยากจะทำงานนี้ให้เสร็จๆ ไปโดยเร็วเท่านั้น
“สวัสดีฮะ ชื่อน้องอลิสาเหรอ พี่กำลังจะขึ้นชั้นม.6 เร็วๆ นี้แหละ ยินดีที่ได้รู้จัก” พูดเสร็จก็เก๊กหล่อกลับมาให้
“งั้นพอดีเลย ขอเมย์สัมภาษณ์พี่สักหน่อยแล้วกันนะคะ” เธอหันไปคุยด้วย พลางหยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมาพร้อมจด
เวลาสิบนาฬิกา สามสิบนาทีเริ่มการสัมภาษณ์คนที่สาม
“รบกวนทราบชื่อพี่หน่อยค่ะ”
“ศนธิยา วรัญยากรณ์ ชื่อเล่นอินทรีคร้าบผม” คำตอบที่ได้ยินทำให้มือเธอสะดุดไปนิดนึง
“ชื่อเล่นแปลก แต่ก็สมกับพี่ดีนะคะ”
“ฮ่าฮ่า จะถือว่านั่นเป็นคำชมแล้วกันนะ คนสวย”
“พี่อินทรีว่าที่นี่เป็นยังไงบ้างคะ? โรงเรียนเล็กนิดเดียวเอง ไม่เบื่อบ้างเหรอ?” อลิสาเอ่ยถามสิ่งที่สงสัยในใจออกไป เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เธออยากรู้มากที่สุด แต่ก็ไม่ได้มีโอกาสถามรุ่นพี่คนก่อนหน้า เพราะฝ่ายนั้นดูไม่ค่อยอยากเสวนากับเธอชอบกลยังไงก็ไม่รู้
โอ๊ย...คิดแล้วยังเคืองไม่หาย
“พี่ชอบที่นี่ออกนะ แม้จะเล็กแต่ทุกคนก็สนิทสนมกันดี เพื่อนๆ ที่นี่ก็น่ารักกันหมด ครูก็ใจดี มีอะไรสนุกให้ทำตั้งเยอะ ไม่เบื่อหรอก” ศนธิยาตอบฉะฉาน
"ถามอย่างนี้ แสดงว่าไม่ค่อยปลื้มที่นี่เท่าไหร่ล่ะซี่” เธอซักต่ออย่างรู้ทัน
“ก็ไม่ค่อยชินเท่าไหร่น่ะค่ะ เมย์เคยเรียนแต่โรงเรียนใหญ่ๆ ในตัวเมือง แถมนักเรียนแถวนี้ก็ดูแปลกๆ เหมือนเมินๆ เมย์ยังไงก็ไม่รู้”
เธอสำลักลมพลางสะบัดหน้าไปอีกทาง แม้มือจะยังคงจรดปากกาเขียนชื่อนามสกุล และระดับชั้นของคนตรงหน้าแทนการระบายอารมณ์ยิกๆ
“โอโห พูดงี้ไปเจอใครเขามาล่ะนั่นน่ะ” ศนธิยาถามอยากรู้อยากเห็น เธอชะโงกหน้าเข้าไปดูกระดาษที่เด็กสาวเขียนอยู่ในมือ แล้วจึงหัวเราะก๊าก
“ป๊าดด คุณน้อง! คนมีให้ถามตั้งเยอะแยะดันเลือกไปถามไอ้ยุ ก๊ากก” ว่าแล้วก็ระเบิดขำเสียงดังลั่น จนอลิสางงไปหมดได้แต่กะพริบตาปริบๆ
" น้องเมย์ไม่ต้องไปสนใจหมอนั่นมากนักหรอกนะ มันก็ทำท่าทางเย็นชา ขรึมๆ ไปแบบนั้นแหละ คงไม่ได้ตั้งใจจะเมินเราหรอก...อืม...แต่จะว่าไปลักษณะเราก็ไม่ค่อยถูกตาหมอ นั่นเท่าไหร่ด้วยล่ะมั้ง”
ประโยคหลังพึมพำพอให้ตัวเองได้ยินคนเดียวขณะพยักหน้าหงึกหงักมาให้
“เหอะ! เหรอคะ? น่าเสียดายนะคะ หน้าตาก็ดีแท้ๆ น่าจะหัดทำตัวน่ารักกับผู้หญิงมากกว่านี้หน่อย!” เธอออกความเห็นตามที่คิด
ทันใดนั้นเด็กสาวก็รู้สึกได้ถึงสัมผัสอุ่นที่มือ คนตรงหน้าคว้ามือเธอไปจับตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้!
“ถ้าน้องอยากได้สุภาพบุรุษที่คอยเทคแคร์ดูแลสุภาพสตรีน่ารักๆ แบบไม่มีที่ติละก็ ติดต่อหาพี่ได้ทุกเมื่อเลยนะฮะ คนสวย”
คนอายุมากกว่ารีบชิงออกตัวก่อนทันที ให้อลิสาหัวเราะแห้งๆ กลับไป
ใช่ว่าเธอไม่เคยโดนทอมจีบ...ที่จริงก็ไม่ได้นึกรังเกียจอะไรหรอกนะ ออกจะเฉยๆ เพราะที่โรงเรียนหญิงล้วนที่เก่าของเธอก็พอมีอยู่ และเธอก็เคยเป็นที่ถูกตาของคนประเภทนี้มาบ้าง
โชคดีที่อินทรีเป็นผู้หญิง...ถ้าเป็นผู้ชายป่านนี้คงโดนหล่อนหยิกจนแขนเขียว ไปแล้ว เห็นอย่างนี้เธอก็ใช่ว่าจะยอมให้ใครมาแตะเนื้อต้องตัวได้ง่ายๆนะ!
“ถ้าเมย์เข้าเรียนที่นี่ได้ละก็นะคะ” ว่าแล้วเธอก็กลอกตา แล้วค่อยๆ ดึงมือออก "ถ้ายังไงขอถามงานอดิเรกพี่อีกสักนิดนะ”
“งานอดิเรกพี่มีเยอะแยะ ดูหนัง คอสเพลย์ อ่านหนังสือการ์ตูนอะไรทำนองนี้” อลิสาพยักหน้าระหว่างจดข้อมูลที่ได้รับลงกระดาษ
ดวงตาคู่โตก้มลงอ่านตัวอักษรในมือครู่หนึ่งคล้ายชั่งใจ ก่อนจะเงยหน้าเริ่มบทสนทนาใหม่ที่ยังคาใจเธออยู่
"ถึงพี่อินทรีจะว่าอย่างนั้นก็เถอะ เมย์ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีอะไรสนุกเยอะแยะในโรงเรียนเล็กๆ แบบนี้ได้เลย" ความเห็นตรงไปตรงมานั่นทำเอาคนฟังหัวเราะคิก
“ความ สนุกสนานในโรงเรียนมันไม่ได้จำกัดด้วยขนาด หรือจำนวนนักเรียนหรอกน่า เรื่องน่าสนใจก็มีอยู่ทุกที่นั่นแหละ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะมองเห็นมันมั้ยเท่านั้นเอง” ศนธิยาว่าพลางฉีก ยิ้มมั่นใจมาให้ คำกล่าวที่พูดนั้นฟังดูจริงใจเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนี้ท่าทางของเธอยังดูสดใสไม่แพ้แสงอาทิตย์เลยทีเดียว
อลิสานิ่งงันไปพักหนึ่ง ในใจเธอชักเริ่มถูกชะตากับรุ่นพี่สาวคนนี้เป็นครั้งแรก บางทีการเข้าเรียนที่นี่ก็อาจจะไม่ได้น่าเบื่ออะไรนัก อินทรีก็ดูกระฉับกระเฉงร่าเริงดี แถมยังเป็นมิตรกับเธอ
บางที...เธออาจไม่ควรตัดสินอะไรง่ายๆ จากอคติและการมองอะไรเพียงปราดเดียวก็ได้
“นั่น...สินะคะ”
หลังจากซักถามรายละเอียดพอเป็นพิธีอีกสักเล็กน้อย การสัมภาษณ์ก็เสร็จสิ้นลงเวลาสิบเอ็ดนาฬิกาตรง กินเวลาสามสิบนาทีเต็มพอดี อลิสาทำการเอ่ยลาศนธิยาอย่างสุภาพครั้งหนึ่ง
ทว่าสาวทอมอายุมากกว่าดูจะไม่ยอมเลิกราง่ายๆ ศนธิยาชวนอลิสาไปหาอะไรทานเล่นด้วยกันเพราะว่าใกล้เวลาพักเที่ยงเต็มที ก่อนที่จะไปสัมภาษณ์อาจารย์เป็นคนสุดท้าย
ครั้นพอเห็นท่าทางสดใสกับคำชวนเป็นกันเองแบบนั้นแล้ว เธอก็ปฏิเสธไม่ลง
ก็ตามน้ำไปก่อนแล้วกัน
X – X – X – X – X – X – X - X
ตลอดเกือบชั่วโมงที่อยู่กับศนธิยาที่โรงอาหารทำให้อลิสาอารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง สาวทอมคนนี้ไม่ได้คุยโม้โอ้อวด เธอรู้วิธีการเอาใจสาวเป็นอย่างดีจริงๆ
ติดเสียแต่ว่าเธอไม่ได้นิยมสนใจผู้หญิง ถ้าเจอพวกบรรดาสาวดี้ที่โรงเรียนเก่าเธอ คงหลงพี่อินทรีคนนี้ไปเรียบร้อยแล้วชัวร์
“ว่าแต่พี่อินทรีพอเห็นอาจารย์น่ารักๆ สักคนอยู่แถวนี้บ้างมั้ยคะ?” เธอถามพลางดื่มน้ำส้มคั้นในมือดับกระหายทีเดียวหมด
“อาจารย์เหรอ? ต้องน่ารักๆ ด้วยสินะ หน้าตาหรือนิสัยฮะเนี่ย” ศนธิยาลากเสียงถามยาวๆ ให้เด็กสาวหัวเราะ ก่อนจะกล่าวเสริม
“ได้ทั้งสองอย่างก็ดีค่ะ เมย์ไม่อยากอารมณ์เสียรอบสองแล้วอะ” พูดแล้วเธอก็ชักสีหน้าหงิกมาอีกหน
“อืม ถ้าจำไม่ผิด พี่ว่าเห็นครูไมอยู่ตรงแถวๆ นี้นะ ศาลาเรือนไทยโน่นละมั้ง” เธอพูดพลางชี้ไปยังศาลาเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่กลางสวนรื่มรื่น
อลิสาแย้มรอยยิ้มพอใจขึ้นมาวูบหนึ่ง เมื่อคิดได้ว่าไปอยู่บริเวณนั้นก็ดีเหมือนกัน ไม่ต้องตากแดดจัดๆ ช่วงเวลาใกล้บ่ายแบบนี้
“ถ้าอย่างนั้นเมย์ขอตัวเลยแล้วกันนะคะ พี่อินทรี และขอบคุณสำหรับน้ำส้มด้วย” เด็กสาวหันมาขอบคุณจริงใจ ซึ่งอีกฝ่ายรีบไหวไหล่ โบกมือปัดตอบเป็นพัลวัน
“โอ๊ย ไม่ต้องสุภาพด้วยกันนักหรอก คนสวยๆ อย่างนี้พี่ยินดีอยู่แล้วฮะ” ว่าแล้วก็ฉีกรอยยิ้ม(ที่คิดว่า)บาดใจสาวมาให้ทิ้งท้าย
“โชคดีในการสอบนะ”
X – X – X – X – X – X – X - X
เวลาบ่ายโมง ห้านาที ร่างสูงเพรียวก็สาวเท้าสองข้างเดินฉับๆ มายังบริเวณสวนหย่อมกลางโรงเรียนจนได้ ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่โตปราดมองไปยังเรือนไทยที่เป็นเป้าหมายหลักทันที
ณ ที่นั้นอลิสาก็ได้เห็นหญิงสาวคนหนึ่ง หน้าตาอ่อนหวาน รูปร่างผอมบางดูน่ารักกำลังนั่งลงรายละเอียดในสมุดวาดรูปอย่างอารมณ์ดี โดยที่มืออีกข้างหนึ่งลูบขนเจ้าแมวสีขาวปลอดตัวหนึ่งซึ่งกำลังนอนขดอยู่ ข้างๆ กันไปด้วย
ราวกับรู้สึกว่าถูกจ้องอยู่ เธอค่อยๆ เงยหน้าขึ้นหันมาสบตาเด็กสาว
ช่วงจังหวะที่ใบหน้าน่ารักคลี่รอยยิ้มเป็นมิตรมาให้เธอ อลิสาก็ยกมือไหว้อย่างสุภาพ ก่อนจะกล่าวแนะนำตัว
“สวัสดีค่ะ ชื่ออลิสาค่ะ ไม่ทราบว่าใช่ครูไมรึเปล่าคะ?”
อีกฝ่ายนิ่งไปเล็กน้อยคล้ายแปลกใจ แต่ก็พยักหน้ารับโดยง่าย รอยยิ้มอ่อนหวานยังคงระบายอยู่อย่างใจดี
“พอดีพี่อินทรีเขาบอกมาว่าครูน่าจะอยู่แถวนี้น่ะค่ะ หนูก็เลยรบกวนขอสัมภาษณ์สักหน่อยได้มั้ยคะ”
“ได้สิจ๊ะ” เธอว่า พลางเขยิบที่ให้เด็กสาวมานั่งลงข้างๆ กัน
“ครูไมชื่อจริงว่าอะไรคะ”
“นัชชา อสรวิรุณจ้ะ” น้ำเสียงหวานตอบด้วยท่วงท่าสบายๆ มือเล็กยังคงพลิกดูภาพเสก็ตซ์ในสมุดไปเรื่อยๆ ทว่าหญิงสาวกลับไม่ได้แสดงท่าทางเฉยชา หรือเมินเฉยเหมือนอย่างที่วายุเคยทำ
ด้วยเหตุนี้อลิสาจึงรู้สึกผ่อนคลายไปด้วย
“ครูวาดรูปเก่งจัง สอนวิชาศิลปะรึเปล่าคะเนี่ย”
นัชชาหันมาอมยิ้มรับ ดวงตาสีดำคู่สวยเปล่งประกายวิบวับวูบหนึ่งเมื่อหันมามองเธอ ทว่าหญิงสาวยังคงนิ่ง ภายใต้สีหน้าสบายๆ แบบนั้นอลิสามองไม่ออกเลยว่าผู้หญิงคนนี้กำลังคิดอะไรอยู่กันแน่
“ใช่แล้ว ครูสอนวิชาศิลปะจ้ะ” คำกล่าวสบายๆ ตามมาในที่สุด
“หนูวาดรูปไม่ค่อยเก่งนักหรอกค่ะ แต่ก็พอทำได้บ้าง แต่เรื่องลงสีนี่ไม่ชอบเท่าไหร่เลย”
“อ้าว ทำไมกันล่ะจ๊ะ”
“คือ...พอลงสีมันก็ต้องเปื้อนใช่มั้ยคะ? แล้วก็จะล้างออกยากด้วย หนูก็เลยไม่ค่อยจะชอบทำเท่าไหร่น่ะค่ะ”
หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างกันเงยหน้าขึ้นสบตาเธอวูบหนึ่ง แล้วจึงคลี่รอยยิ้มอ่อนโยนมาให้
“หากกลัวที่จะเปื้อน ก็ไม่สนุกกับการวาดรูปกันพอดีน่ะสิ” เธอกล่าวเรียบเรื่อย "ศิลปะเป็นวิชาที่ส่งเสริมจินตนาการนะจ๊ะ แล้วก็ฝึกสมาธิในการทำงานด้วย ถึงแม้อาจจะเลอะเทอะไปบ้าง แต่นั่นก็เป็นความสนุกอย่างหนึ่งเหมือนกันนะ”
“แต่หนูไม่ยักสนุกเวลาตัวเองเปื้อนเลยนะคะ” อลิสาเอ่ยค้าน
“นั่นแสดงว่าเรายังไม่ได้เพลิดเพลินกับงานนั้นจริงๆ น่ะสิ ถ้าหากใจมัวแต่กลัวเรื่องเปื้อนหรือไม่เปื้อน จะไปสนุกกับการวาดรูปจริงๆ ได้ยังไง? ใช่มั้ยจ๊ะ รถไฟ?”
ครูนัชชาว่าพลางลูบขนเจ้าแมวสีขาวขนอ่อนนุ่มอย่างเบามือ มันบิดตัวเกียจคร้านน้อยๆ ก่อนจะขยับร่างมาซุกตัวอยู่บนตักของหญิงสาวแทนแล้วก้มหน้าก้มตาหลับต่อ
“แมวของคุณครูเหรอคะ?”
“ครูเก็บมันได้จากสถานีรถไฟที่ลำปางน่ะ”
“อ้อ เพราะแบบนี้เลยชื่อรถไฟสินะคะ” อลิสาถามพลางพยักหน้าหงึกหงัก "น่ารักดีจัง”
เธอว่าขณะเอื้อมมือไปลูบขนสีขาวของมันเบาๆ เจ้ารถไฟขืนตัวน้อยๆ แล้วจึงขดตัว ขยับปลายเท้าสีดำสนิททั้งสี่ข้างม้วนเข้ากลางลำตัวแน่นขึ้น ทำเอาเด็กสาวหน้ากระตุกวืด
“หง่ะ สงสัยมันจะไม่ค่อยชอบหนูล่ะมั้ง”
“เพราะมันง่วงมากกว่าจ้ะ” นัชชาว่าด้วยรอยยิ้มน้อยๆ เหมือนเคย
“งั้นหนูขอถามต่อนะคะ ปกติเวลาว่างนอกจากวาดรูปแล้ว ครูไมชอบทำอะไรเป็นพิเศษรึเปล่าคะ?”
“อืมม ก็อ่านหนังสือ แล้วก็...แกล้งคน...ละมั้งจ๊ะ”
“คะ?”
พอได้ยินคำตอบผิดคาด อลิสาก็หันไปมองหน้าคู่สนทนา ซึ่งยังคงคลี่รอยยิ้มใสซื่อมาให้เหมือนเดิม ทว่าเธอกลับรู้สึกไม่ไว้วางใจขึ้นมาอย่างไรชอบกล เธอจึงรีบเปลี่ยนประเด็นไปถามคำถามต่อไปทันที
“ครูไมคิดว่าเด็กที่โรงเรียนนี้เป็นยังไงบ้างคะ?”
“ก็น่ารักกันทุกคนนั่นแหละ มีเอกลักษณ์กันไปคนละแบบ ที่โรงเรียนนี้มีเรื่องสนุกๆ เกิดขึ้นได้ ก็เพราะมีนักเรียนทุกคนแบบนี้แหละจ้ะ”
คำกล่าวนั้นเอ่ยด้วยน้ำเสียงเอื่อยๆ เหมือนเดิม ทว่าจู่ๆ ใบหน้าหวานสวยนั่นก็หันกลับมาสบตาเธออีกครั้ง พร้อมด้วยรอยยิ้มเบิกบาน
"ถ้าเราได้มาเป็นนักเรียนของครูอีกคน ครูก็คงดีใจนะ”
คำพูดง่ายๆ ไร้ซึ่งการเสริมปั้นแต่งใดๆ กลับสร้างความรู้สึกประทับใจให้อลิสาอย่างประหลาด
...จากที่ตอนแรกไม่อยากจะเข้าเรียนที่นี่สักเท่าไหร่แท้ๆ...
ใบหน้าสวยได้รูประบายรอยยิ้มสดใสกลับไปให้ ก่อนจะเอ่ยตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงฉะฉาน
“หนูก็หวังไว้แบบนั้นเหมือนกันค่ะ!”
หลังจากคำถามจิปาถะสั้นๆ อีกสองสามอย่าง อลิสาก็เอ่ยขอตัวในที่สุด
“ขอบคุณครูไมมากสำหรับข้อมูลนะคะ”
“จ้า ด้วยความยินดี ขอให้โชคดีในการสอบนะจ๊ะ” ครูนัชชายิ้มให้อย่างใจดีอีกครั้ง
“ค่ะ...แต่ก่อนที่จะไปขอถามอะไรหน่อยได้มั้ยคะ?”
“เรื่องอะไรจ๊ะ?”
“ครูไม....ใช้สกินแคร์ยี่ห้ออะไรคะ???”
X – X – X – X – X – X – X - X
และแล้วการ สอบสัมภาษณ์โรงเรียนลูกบาศก์ก็จบลง อลิสาสาวเท้ากลับมาถึงรถยนต์ BMW คันสวยของคุณพ่อเธออีกครั้งเมื่อเวลาบ่ายสองโมงยี่สิบนาที
ภาคินที่นั่งดูตลาดหุ้นผ่านหน้าจอทีวีในรถยนต์เบือนหน้ามามองด้วยรอยยิ้มอารมณ์ดี ขณะเอ่ยทักลูกสาว
“ว่าไงยัยเมย์? ชอบโรงเรียนนี้มั้ย?”
อลิสาคลี่รอยยิ้มมาให้บิดาวูบหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบ
“ก็...อาจจะสนุกกว่าที่คิดก็ได้นะคะ คุณพ่อ”
X – X – X – X – X – X – X - X